• DATA พาเพลิน

DATA พาเลิน : "กระจกแตก"

อัพเดตเมื่อ: เม.ย. 11


DATA พาเลิน ในโพสต์นี้มีความคล้ายคลึงทฤษฎี"กฏของคนส่วนน้อย"ในโพสต์ที่แล้ว

อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่...

https://www.data-paplearn.com/post/pa-learn-1


.....................


บทความนี้จะเป็นงานวิจัยของ Dr.Philip G. Zimbardo (ผมขอใช้แค่ ดร.ฟิลิป นะครับ)

ดร.ฟิลิป ซิมบาร์โด้ เป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกันและเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณที่ Stanford University

ในปี 1969 ดร.ฟิลิป ได้คิดทำการทดลอง โดยนำรถ Oldsmobile ปี 1959 จำนวน2 คัน คันหนึ่งจอดทิ้งไว้ บนถนนในย่าน Bronx, New York (Btonx คือย่านสลัมในนิวยอร์ก เป็นแหล่งอาชญกรรม, ยาเสพติด และเป็นจุดกำเนิดของดนตรี Hip-Hop ในปัจจุบัน) และอีกคันจอดทิ้งไว้ บนถนนในเมือง Palo Alto, California (Palo Alito คือย่านคนรวย, ไฮโซของแคลิฟอร์เนีย)

...ทั้งสองคันถอดแผ่นป้ายทะเบียน และเปิดฝากระโปรงรถทิ้งไว้

3 วันต่อมา...


Oldsmobile คันหนึ่งจอดทิ้งไว้บนถนนในย่าน Bronx, New York ถูกงัดแงะและทุบทำลาย (มีการพิสูจน์ด้วยว่ามีร่องรอยของการทำลาย 23 ครั้ง)


ส่วน Oldsmobile คันหนึ่งจอดทิ้งไว้บนถนนในเมือง Palo Alto, California ยังอยู่ในสภาพดี


1 สัปดาห์ให้หลัง... ดร.ฟิลลิปและลูกศิษย์อีกสองคน นำค้อนมาลองทุบรถคันนี้เพื่อดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น


ผลปรากฏว่า ไม่กี่ชั่วโมงให้หลัง รถคันดังกล่าวก็มีสภาพเดียวกับเพื่อนของมันที่จอดอยู่ในย่าน Bronx ภายหลังจากรอยบุบเพียงเล็กน้อยไม่นาน


เขาสรุปการทดลองนี้ว่า... "ความผิดเพี้ยนหรือความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ หากไม่ได้รับการปรับปรุงหรือแก้ไข มันจะนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ได้เสมอ"


.....................


หลังจากนั้นแนวความคิดของ ดร.ฟิลิป ก็ถูกนำไปต่อยอดโดย...


James Q. Wilson (เจมส์ คิว วิลสัน) อาจารย์รัฐศาสตร์ ฮาวาร์ด และ George Kelling (จอร์จ เคลลิ่ง) นักอาชญาวิทยา

พวกเขาได้ตีพิมพ์บทความลงใน ในวารสาร The Atlantic Monthly

โดยให้ชื่อทฤษฎีนี้ว่า"Broken Window Theory" โดยใจความสำคัญของ "ทฤษฎีกระจกแตก" คือ... ถ้ามีอาคารหนึ่ง มีหน้าต่าง ที่มีกระจกแตก อยู่แค่บานสองบาน ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้ ไม่มีการซ่อมแซม แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นก็คือ...

...จะมีคนทำให้กระจกบานอื่นแตกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วเมื่อกระจกบานอื่นแตกเพิ่มมากขึ้นจนหมดทุกบาน แนวโน้มที่จะมีคนบุกรุกเข้ามาในอาคารก็เพิ่มมากขึ้น

ทฤษฏีนี้ได้รับการเผยแพร่ในช่วง ปี 1982 โดยในช่วงปี 1980 - 1992 ในย่านบราวน์สวิลล์ และ อีสต์นิวยอร์กมีเหตุการก่อเหตุอาชญกรรมสูง


ในปี 1992 เหตุอาชญกรรมร้ายแรงสูงถึง 626,182 คดี และเหตุฆาตกรรมถึง 2,154 ราย มีเรื่องเล่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำการในยุคนั้น เล่ากันว่า... “ทันทีที่พระอาทิตย์ตกดิน วิทยุสื่อสารของพวกเขาจะมีแต่ การรายงานอาชญากรรมร้ายแรงสารพัดรูปแบบ”

แต่หลังจากปี 1992

5 ปีต่อมา (1997)

เหตุอาชญกรรมกลับลดลงถึง 64.3%

เหลือเหตุฆาตกรรมเพียง 770 ราย

(จาก 2,154)

และเหตุอาชญกรรมร้ายแรงเหลือ 355,893 (จาก 626,182)

คำถามคือเกิดอะไรขึ้น?


.....................


มีการคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ถึงมูลเหตุที่ทำให้อาชญากรรมลดลง - ตำรวจบอกว่า เพราะการยกเครื่องในมาตราการรักษาความปลอดภัยครั้งใหญ่ ทำให้อาชญากรรมลดลง - นักอาชญาวิทยาบอกว่า การค้าโคเคนลดลง ทำให้อาชญากรรมลดลง - นักเศรษฐศาสตร์บอกว่า เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นทำให้อาชญกรรมลดลง


แต่คำตอบที่แท้จริง คือ...


หลังจากทฤษฎี"กระจกแตก" ถูกเผยแพร่ออกไป จอร์จ เคลลิ่ง นักอาชญาวิทยา ก็ได้ถูกเชิญเข้ามารับตำแหน่งที่ปรึกษา องค์การขนส่งมวลชนนิวยอร์ก

โดยทำงานร่วมกับ David Gunn (เดวิด กันน์) ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนนิวยอร์ก และ William Bratton (วิลเลียม แบรตตัน) ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจขนส่ง

แทนที่จะมุjงเป้าไปกับปัญหาใหญ่ๆ เดวิด กันน์ กลับวางโครงการบริหารขึ้นมาใหม่

โดยให้ความสำคัญกับปัญหาที่หลายคนมองว่า...เล็กน้อย!


นั่นคือ...การลบกราฟฟิตี้ของพวกศิลปินมือบอน! กันน์ ให้เหตุผลว่า กราฟฟิตี้คือสัญลักษณ์แห่งความพ่ายแพ้ของกฎระเบียบ


“รอยขีดเขียนเพียงแค่รอยเดียว ก็สามารถเอ่ยปากเชื้อเชิญ ให้ผู้โดยสาร เป็นศิลปินมือบอนกันได้ทุกคน” เขากล่าว


ปฎิบัติการณ์ “ทวงคืน” รถไฟ จึงเกิดขึ้น เขาตั้งจุดทำความสะอาด ณ สถานีปลายทาง ถ้ารถไฟที่แล่นเข่ามามีรอยขีดเขียน มันจะถูกลบทันที ไม่มีการนำตู้รถไฟที่สกปรก ออกมาใช้อย่างเด็ดขาด

แทนที่จะมุ่งเป้าไปกับปัญหาอาชญากรรมใหญ่ๆ เช่นเดียวกัน กันน์ และ วิลเลียม กลับกวาดล้างปัญหาเล็กๆน้อยๆอย่าง...“การเบี้ยวค่าโดยสาร” เขาให้เหตุผลว่า... การเบี้ยวค่าโดยสารก็เหมือนกับกราฟฟิตี้ มันเป็นสัญญาณของความไร้ระเบียบ ความไร้ระเบียบเล็กๆน้อยกำลังจะเชื้อเชิญอาชญากรรมที่ร้ายแรงกว่าให้ตามมา


“ถ้ามีบางคนไม่ยอมจ่ายเงิน คุณจะจ่ายให้โง่ทำไมล่ะ”


แบรตตันส่งตำรวจนอกเครื่องแบบ ไปประจำทุกจุดจ่ายค่าโดยสาร โดยตำรวจจะจับคนเบี้ยวค่าโดยสาร ใส่กุญแจมือ แล้วให้ยืนเรียงกันบนชานชลา เป็นวิธีการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” เพื่อให้ผู้โดยสารคนอื่นๆได้เห็น และสื่อสารความถูกต้องของกฎระเบียบไปยังคนหมู่มาก

แบรตตัน ยังตรวจสอบประวัติผู้ถูกจับกุมทั้งหมดด้วย และผลที่ตามมาก็คือ...

1 ใน 7 ของผู้ถูกจับกุม มีหมายจับจากคดีอาชญากรรมร้ายแรง

และ 1 ใน 20 ของผู้ถูกจับกุม พกพาอาวุธปืนผิดกฏหมาย


.....................


ทั้งหมดนี้คือ"ทฤษฎีกระจกแตก"อันโด่งดัง ผมคิดว่าเราสามารถปรับมาใช้สังคมเราได้ ตั้งแต่สเกลเล็กๆไปจนสเกลใหญ่ๆ ตั้งแต่เรื่องส่วนตัวไปจนถึงส่วนรวม เผื่อจะแก้ไขความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ได้ก่อนและหยุดปัญหาใหญ่ๆไม่ให้เกิดขึ้น


หวังว่าทุกท่านจะสนุกกับการ"เลิน"กันต่อไป


.....................


ให้กำลังใจ กด ❤️ได้นะครับ


รับประกันจะสรรหาเรื่องราวข้อมูลใหม่ๆ

มาให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้ต่อยอดทางความคิดกันตลอดครับ

ขอบพระคุณผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน

ขอบพระคุณทุกการติดตาม

DATA พาเพลิน

DATA-PAPLEARN

ดู 17 ครั้ง
 

DATA พาเพลิน

©2020 by www.data-paplearn.com. Proudly created with DATA-PAPLEARN